ผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค และทีมชาติเยอรมนี มานูเอล นอยเออร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดมือกาวอันดับหนึ่งของโลก

นอยเออร์คือจอมหนึบที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีกว่าผู้รักษาประตูทั่วไป แถมยังมีความสามารถรอบด้าน เช่น เคยรับบทเป็นนักพากย์เสียงตัวละครในการ์ตูนของดีสนีย์มาแล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมายมายที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับนายด่าน "อินทรีเหล็ก" คนนี้ มาดูกันเลยว่ามีอะไรอีกบ้าง

1) เลือดสีน้ำเงิน
เชื่อไหมว่าที่บ้านของนอยเออร์นั้นเพียงมองทะลุออกไปนอกหน้าต่างก็สามารถมองเห็นสนามเหย้าเดิมของทีมชาลเก้ได้เลย เขาเล่นฟุตบอลกับทีมบ้านเกิดตั้งแต่อายุสี่ขวบ โดยถูกจับเล่นเป็นผู้รักษาประตูเพราะตัวเล็กที่สุดในตอนนั้น (ตอนนี้นอยเออร์สูง 193 เซนติเมตร) จากนั้นนอยเออร์ก็เป็นแฟนคลับทีม "ราชันสีน้ำเงิน" มาตลอด ที่โรงเรียนเจ้าหนูนอยเออร์เป็นเด็กความประพฤติดี ขยันทำการบ้าน โดยเฉพาะการบ้านในวันที่ชาลเก้มีแข่ง นอยเออร์จะไปถึงสนามเร็วกว่าใครเพื่อไปชมการวอร์มอัพร่างกายของฮีโร่ของเขาในยุคนั้น "เยนส์ เลห์มันน์" นั่นเอง

2) อะไรก็ได้ แต่อย่าให้วาดรูปเชียว

ถึงจะเป็นเด็กดีที่โรงเรียน แต่นอยเออร์กลับไม่ถนัดในวิชาศิลปะเท่าไรนัก มาร์เซล นอยเออร์ พี่ชายของนายทวารดีกรีแชมป์โลกปี 2014 เล่าว่า "นอยเออร์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน" เขาจึงจัดแจงช่วยเหลือเพื่อไม่ให้น้องชายมีปัญหากับครูด้วยการทำการบ้านวาดรูปแทน จากนั้นก็นำผลงานชิ้นนั้นเดินบุกเข้าไปในห้องเรียนของนอยเออร์ผู้น้องแล้วพูดว่า "โอ้ นอยเออร์ นายลืมการบ้านวิชาศิลปะไว้ที่บ้านอีกแล้วนะ"

3) เก็บอาการเก่ง

ไม่แน่ว่าหากนอยเออร์สวมถุงมือโกล์วาดรูปแล้วล่ะก็ เขาอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพี่ชายก็ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่นอยเออร์สวมถุงมือลงเฝ้าเสา เขาก็ดูจะควบคุมอะไรได้หมดทุกอย่าง นอยเออร์ได้โอกาสลงประเดิมสนามครั้งแรกในปี 2006 ด้วยวัย 20 ปีเนื่องจากผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ฟรังค์ โรสต์ ได้รับบาดเจ็บ ในเกมนั้นเขารักษาคลีนชีทไว้ได้และเป็นคลีนชีทแรกจาก 19 คลีนชีทของชาลเก้ในซีซั่นนั้น ซึ่งทีม "ราชันสีน้ำเงิน" คว้าตำแหน่งรองแชมป์ได้สำเร็จ หลังเกมนัดนั้นใครๆก็คิดว่านอยเออร์ช่างเป็นผู้รักษาประตูที่นิ่งและคุมเกมได้อยู่หมัด แต่เขากลับออกมาบอกว่า "จริงๆแล้วผมวิตกแทบบ้า ผมเก็บอาการหลอกทุกคนต่างหากล่ะ!"

4) วงการฟุตบอลสู่วงการบันเทิง
นอกจากฝีมือในสนามแล้ว ภาพลักษณ์และพรสวรรค์ด้านการแสดงของนอยเออร์ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยม เขาเคยพากย์เสียงตัวการ์ตูนในเรื่องมอนสเตอร์อิงค์ ภาคภาษาเยอรมันในปี 2013 และเคยแสดงโฆษณาน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งจนถูกแชร์ไปทั่วโลก เรียกว่าถ้าไม่เป็นนักฟุตบอล นอยเออร์ก็ยังไปเอาดีในวงการบันเทิงได้สบาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนอยเออร์เคยออกมาพูดว่าอาจจะผันตัวไปเป็นนักกายภาพบำบัดหากไม่ได้เล่นฟุตบอลแล้ว

5) ฮีโร่แห่งบ้านเกิด

ห้าฤดูกาลเต็มที่นอยเออร์ค้าแข้งกับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเมืองบ้านเกิด 2007/08 คือซีซั่นที่นอยเออร์แจ้งเกิดได้สำเร็จ เขาบ่มเพาะความหนึบจากโกล์ดาวรุ่งอนาคตไกลไปเป็นผู้รักษาประตูระดับโลก นอยเออร์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเยอรมนีและเป็นที่จับตาในศึกฟุตบอลยุโรป จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นผู้รักษาประตูที่คนทั้งโลกต่างให้ความสนใจ

6) โทนีคือคีย์แมน
เมื่อสุดยอดผู้รักษาประตูแห่งบาเยิร์นอย่างโอลิเวอร์ คาห์น ถึงวันต้องปิดตำนานลง นอยเออร์จึงกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไป ถึงแม้การย้ายทีมครั้งนี้ของนอยเออร์จะดูสมเหตุสมผลดี แต่แน่นอนว่าแฟนบอลชาลเก้ต่างก็รู้สึกเหมือนโดนคนรักหักหลัง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีแฟนบอลบาเยิร์นบางกลุ่มที่ไม่ชอบขี้หน้านอยเออร์เท่าไหร่ เพราะนายด่านรายนี้เคยไปทำท่าดีใจเลียนแบบโอลิเวอร์ คาห์น ด้วยการคว้าธงมุมสนามมาโบกเหนือศีรษะในตอนที่ชาลเก้เอาชนะทีม "เสือใต้" ได้ 1-0 ในปี 2009 ซึ่งมาร์เซล พี่ชายของนอยเออร์ได้ออกมาพูดถึงเหตุการณ์นี้ว่า "มานูเอลเคยอธิบายให้ผมฟังแบบนี้ สำหรับเขาแล้วฟุตบอลก็คืองาน มันอาจจะจบลงพรุ่งนี้ก็ได้ ทุกคนจึงต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อนายจ้างของตนเอง"

ทั้งนี้ อิวาน ราคิติช อดีตเพื่อนร่วมทีมของนอยเออร์ก็เคยออกมากล่าวว่า "บาเยิร์นโชคดีมากที่ได้ตัวเขาไปร่วมทีม" ทว่าคำว่า "เขา" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนอยเออร์ แต่หมายถึง "โทนี ทาปาโลวิช" อดีตผู้รักษาประตูทีมชาลเก้ที่บาเยิร์นจ้างมาเป็นโค้ชให้กับนอยเออร์ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ชายผู้นี้แหละที่อาจอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนอยเออร์

7) เสื้อเบอร์หนึ่ง
เมื่อยุปป์ ไฮน์เคส อดีตเฮดโค้ชทีมบาเยิร์นเปิดโอกาสให้นอยเออร์แนะนำโค้ชผู้รักษาประตูคนใหม่ให้กับทีม นอยเออร์จึงได้บอกนายใหญ่ว่าต้องเป็นโทนี ทาปาโลวิช อดีตเพื่อนร่วมทีมชาลเก้ของเขาเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาพัฒนาฝีมือขึ้นไปได้อีก ซึ่งไฮน์เคสก็เห็นดีเห็นงามด้วยและตัดสินใจเซ็นสัญญากับโค้ชผู้รักษาประตูรายนี้ทันที

สำหรับในทีมชาติเยอรมนี ทีม "อินทรีเหล็ก" ไม่เคยขาดนายทวารฝีมือดีเลย นับตั้งแต่เซปป์ ไมเออร์, โบโด อิล์กเนอร์ จนกระทั่งมาถึงยุคของโอลิเวอร์ คาห์น และเยนส์ เลห์มันน์ จากนั้นก็เป็นนอยเออร์ที่ก้าวขึ้นมายึดเสื้อหมายเลข 1 แห่งทีม "อินทรีเหล็ก" ได้ด้วยวัยเพียง 24 ปี เมื่อครั้งลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2010 นับเป็นผู้รักษาประตูที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ทีมชาติเยอรมนี

8) แชมป์สุดท้ายที่ต้องการ
ถึงตอนนี้นอยเออร์สามารถคว้าถ้วยแชมป์เกือบครบทุกรายการที่นักฟุตบอลยุโรปคนหนึ่งจะคว้าได้แล้ว ทั้งแชมป์บุนเดสลีกา 6 สมัย, เดเอฟเบคัพ 4 สมัย, เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ, ยูเอฟ่า แชมเปียนส์ลีก, ฟุตบอลสโมสรโลก, ยูเอฟ่า ซูเปอร์คัพ และฟุตบอลโลกปี 2014 ขาดเพียงถ้วยเดียวก็คือแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือศึกยูโร ที่นอยเออร์เคยผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ 2 หน และด้วยวัย 33 ปีถือได้ว่านอยเออร์ยังมีโอกาสที่จะเก็บอีกหนึ่งถ้วยสำคัญในอาชีพนักเตะได้

9) นักบุญตัวจริง

แม้จะเป็นดาวดังระดับโลก แต่นอยเออร์ก็ไม่เคยลุ่มหลงในชื่อเสียงเงินทอง ตรงกันข้าม สุดยอดนายทวารแห่งเมืองเบียร์ยังก่อตั้ง มูลนิธิเด็กมานูเอล นอยเออร์ เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในแถบลุ่มแม่น้ำรัวร์

ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อปี 2011 นอยเออร์ได้ไปร่วมสนุกในรายการ "เกมเศรษฐี" เวอร์ชั่นเยอรมัน เขาสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทั้งหมดก่อนจะไปเลือกหยุดในคำถามแจ๊คพ็อต 1 ล้านยูโรเพราะไม่กล้าเสี่ยงตอบ อย่างไรก็ตาม นอยเออร์ก็ยังสามารถคว้าเงินรางวัล 5 แสนยูโรหรือราวๆ เกือบยี่สิบล้านบาทซึ่งเป็นเงินที่นำไปบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมด เชื่อไหมว่าไม่มีดาราคนไหนทำเงินรางวัลได้ใกล้เคียงนายด่านจอมหนึบคนนี้เลย

10) มือหนึ่งของโลกจริงไหม?
แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่วัดกันยาก แต่ก็มีตำนานนักเตะระดับโลกมากมายที่ออกมากล่าวยกย่องว่านอยเออร์คือผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดที่เคยมีมา เขาคือผู้ริเริ่มบทบาทของผู้รักษาประตูยุคใหม่ที่เรียกว่า "สวีปเปอร์คีปเปอร์" นอกจากนี้โยอาคิม เลิฟ ยังเคยบอกว่าฝีเท้าของนอยเออร์นั้นดีพอที่จะเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ได้เลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ยังมีผู้รักษาประตูคนอื่นๆ อย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน หรืออิเคร์ คาซิยาส ที่มักถูกจัดอันดับให้อยู่สูงกว่านอยเออร์ในงานประกาศรางวัลใหญ่ๆ เช่น บัลลงดอร์ หรือรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของโลกที่จัดอันดับโดย IFFHS

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีลาภยศใดๆ จะทำให้นอยเออร์ลืมเป้าหมายสำคัญที่สุดในชีวิตค้าแข้งของเขาไปได้ อย่างที่นอยเออร์เคยกล่าวไว้ว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาก็คือการได้ตื่นขึ้นมาในทุกๆวันและได้ใช้ชีวิตเพื่อกีฬาที่เขารัก"

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *